หากนาซีชนะสงครามโลกครั้งที่สอง โลกจะสงบสุขหรือไม่? และปรัชญาของฮิตเลอร์เกี่ยวข้องกับนิทเชออย่างไร
หากเยอรมนีนาซีเป็นฝ่ายชนะสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945 โลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้อาจมีหน้าตาแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่แผนที่การเมืองของยุโรป โครงสร้างเศรษฐกิจโลก ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงความหมายของสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพส่วนบุคคล สิ่งที่เราถือเป็นเรื่องปกติในปัจจุบันอาจกลายเป็นสิ่งต้องห้าม หรืออาจไม่เคยเกิดขึ้นเลยก็ได้
แต่คำถามที่ลึกกว่านั้นคือ หากฮิตเลอร์สามารถสร้างจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่จนไม่มีประเทศใดต่อต้านได้ โลกจะเข้าสู่สันติภาพที่ยั่งยืนหรือไม่ หรือสิ่งที่เรียกว่าสันติภาพนั้นเป็นเพียงสภาวะที่มนุษย์จำนวนมหาศาลถูกทำให้เงียบเสียงลงด้วยอำนาจรัฐ?
เพื่อเข้าใจคำถามนี้ เราต้องพิจารณาประวัติศาสตร์ควบคู่ไปกับปรัชญาการเมือง จิตวิทยามวลชน และแนวคิดของฟรีดริช นิทเชอ นักปรัชญาชาวเยอรมันผู้มีชื่อเสียงจากการตั้งคำถามต่อศีลธรรม ศาสนา และคุณค่าที่สังคมยึดถือ เพราะแม้ชื่อของนิทเชอจะถูกนำไปเชื่อมโยงกับนาซีอยู่เสมอ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างความคิดของเขากับอุดมการณ์ของฮิตเลอร์ซับซ้อนกว่าการกล่าวว่า นักปรัชญาคนหนึ่งเป็นต้นเหตุของเผด็จการคนหนึ่งอย่างมาก
1. สันติภาพที่เกิดจากชัยชนะ กับสันติภาพที่เกิดจากเสรีภาพ เป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่?
ในประวัติศาสตร์ การมีผู้ชนะสงครามเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงเสมอไป บางครั้งสงครามระหว่างรัฐอาจยุติลง แต่ความรุนแรงกลับดำเนินต่อไปภายในดินแดนที่ผู้ชนะควบคุม
ลองสมมติว่าฮิตเลอร์สามารถเอาชนะสหภาพโซเวียต บีบบังคับให้สหราชอาณาจักรยอมรับอำนาจเยอรมัน และทำให้สหรัฐอเมริกาถอนตัวจากสงครามในยุโรปได้สำเร็จ เยอรมนีอาจกลายเป็นมหาอำนาจที่ครอบงำทวีปยุโรป ขณะที่รัฐบริวารและดินแดนยึดครองต้องดำเนินนโยบายตามความต้องการของเบอร์ลิน
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นสถานการณ์สมมติ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เราสามารถพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นแน่นอน และแม้ชัยชนะทางทหารจะเกิดขึ้นจริง ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าระบอบดังกล่าวจะรักษาอำนาจไว้ได้นานเพียงใด
สิ่งที่เราสามารถวิเคราะห์ได้คือ นโยบายที่นาซีดำเนินการจริงระหว่างสงครามบ่งชี้ว่าระเบียบโลกที่พวกเขาต้องการสร้างไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักความเสมอภาคของมนุษย์
แนวคิด Lebensraum หรือ “พื้นที่ดำรงชีพ” เป็นส่วนสำคัญของโครงการขยายอำนาจไปทางยุโรปตะวันออก ดินแดนเหล่านั้นถูกมองว่าเป็นพื้นที่สำหรับการขยายอำนาจทางการเมือง การแสวงหาทรัพยากร และการตั้งถิ่นฐานของชาวเยอรมัน ภายใต้แนวคิดลำดับชั้นทางเชื้อชาติที่ปฏิเสธสิทธิอันเท่าเทียมของประชากรท้องถิ่น (อ้างอิง: Mein Kampf; United States Holocaust Memorial Museum, Encyclopedia of the Holocaust; งานศึกษาประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ Generalplan Ost)
Generalplan Ost ซึ่งเป็นโครงการวางแผนจัดระเบียบประชากรในยุโรปตะวันออก สะท้อนความพยายามที่จะเปลี่ยนโครงสร้างประชากรเพื่อรองรับการขยายอำนาจของเยอรมนี โดยเกี่ยวข้องกับการขับไล่ การใช้แรงงานบังคับ และการทำลายชุมชนจำนวนมาก รายละเอียดของแผนมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา แต่เอกสารทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นถึงผลกระทบอันรุนแรงต่อประชากรในดินแดนที่นาซีต้องการครอบครอง (อ้างอิง: Czesław Madajczyk, Generalplan Ost: Hitler’s Plan for Eastern Europe; USHMM)
ขณะเดียวกัน Holocaust หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรป เป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริงแล้ว โดยนาซีเยอรมนีและผู้ร่วมมือสังหารชาวยิวประมาณหกล้านคน นอกจากนี้ยังมีผู้คนอีกหลายกลุ่มที่ถูกประหัตประหาร สังหาร หรือบังคับใช้แรงงาน รวมถึงชาวโรมานี ผู้พิการ และเชลยศึกโซเวียต (อ้างอิง: United States Holocaust Memorial Museum, Introduction to the Holocaust; Yad Vashem, The Holocaust)
เมื่อพิจารณาจากหลักฐานเหล่านี้ หากนาซีชนะสงครามและยังคงดำเนินนโยบายตามอุดมการณ์เดิม ก็มีเหตุผลที่จะคาดว่าการกดขี่และการใช้ความรุนแรงต่อประชากรที่ถูกจัดว่าเป็นศัตรูจะดำเนินต่อไป แม้เราไม่อาจกำหนดรายละเอียดของโลกสมมติได้อย่างแน่นอนก็ตาม
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าใครเป็นผู้ชนะสงคราม แต่คือผู้ชนะกำหนดให้ใครมีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ มีสิทธิที่จะพูด และมีสิทธิที่จะปฏิเสธอำนาจของรัฐได้บ้าง
หากความสงบเกิดขึ้นเพราะไม่มีใครกล้าขัดขืน เราควรเรียกสิ่งนั้นว่าสันติภาพ หรือเป็นเพียงการปราบปรามที่ประสบความสำเร็จ?
นี่คือความแตกต่างระหว่างการไม่มีสงครามระหว่างรัฐ กับการมีสังคมที่ผู้คนสามารถดำรงชีวิตโดยไม่ต้องหวาดกลัวอำนาจรัฐ ความเงียบของสังคมเผด็จการไม่ใช่หลักฐานว่าประชาชนพึงพอใจ และการไม่มีการประท้วงก็ไม่ได้หมายความว่าความอยุติธรรมหมดไปแล้ว
2. เหตุใดผู้คนจำนวนหนึ่งจึงยอมรับฮิตเลอร์?
การอธิบายการขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์ด้วยคำว่า “คนเยอรมันถูกหลอก” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องกับทั้งเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สถาบันทางการเมือง ความทรงจำเกี่ยวกับสงคราม และการสร้างศัตรูร่วมกัน
หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เยอรมนีต้องเผชิญความพ่ายแพ้ สนธิสัญญาแวร์ซาย ความขัดแย้งทางการเมือง และวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยเฉพาะภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในปี 1923 และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่หลังปี 1929 ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ประชาชนบางส่วนสูญเสียความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและเปิดพื้นที่ให้ขบวนการที่สัญญาว่าจะฟื้นฟูชาติได้รับการสนับสนุน (อ้างอิง: Richard J. Evans, The Coming of the Third Reich; Ian Kershaw, Hitler, 1889–1936: Hubris)
ฮิตเลอร์เสนอภาพอนาคตที่มีองค์ประกอบดึงดูดใจผู้คนบางกลุ่ม ได้แก่ การฟื้นฟูความภาคภูมิใจของชาติ การลดความขัดแย้งทางชนชั้นผ่านแนวคิดชุมชนแห่งชาติ การสร้างงาน การเพิ่มกำลังทหาร และการนำเยอรมนีกลับสู่สถานะมหาอำนาจ
แต่คำสัญญาเหล่านี้มาพร้อมกับการปฏิเสธประชาธิปไตย การทำลายฝ่ายค้าน การต่อต้านยิว และการสร้างแนวคิดว่าคนบางกลุ่มเป็นศัตรูของชาติ
กลไกสำคัญคือการเปลี่ยนปัญหาที่มีสาเหตุซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องเล่าที่มีศัตรูชัดเจน แทนที่จะอธิบายวิกฤตผ่านความผิดพลาดเชิงนโยบาย โครงสร้างเศรษฐกิจ และความขัดแย้งระหว่างประเทศ นาซีกลับใช้ทฤษฎีสมคบคิดและอคติทางเชื้อชาติเพื่อโยนความผิดให้ชาวยิว คอมมิวนิสต์ และฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง (อ้างอิง: USHMM, Nazi Propaganda; Richard J. Evans, The Coming of the Third Reich)
กระบวนการนี้อันตรายเพราะความรู้สึกอับอาย ความกลัว และความไม่มั่นคงสามารถเปลี่ยนเป็นพลังทางการเมืองได้ เมื่อผู้คนเชื่อว่าปัญหาของตนเกิดจากการมีอยู่ของคนอีกกลุ่มหนึ่ง การกำจัดคนกลุ่มนั้นจึงอาจถูกนำเสนอว่าเป็นการแก้ปัญหา ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นการสร้างความอยุติธรรมรูปแบบใหม่
สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกคนสนับสนุนนาซีด้วยเหตุผลเดียวกัน หรือว่าผู้สนับสนุนทุกคนมีความเชื่อเหมือนกัน แต่แสดงให้เห็นว่าระบอบเผด็จการสามารถเติบโตได้จากการผสมผสานระหว่างความคับข้องใจจริง การโฆษณาชวนเชื่อ และสถาบันที่ไม่สามารถป้องกันการทำลายประชาธิปไตยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. ปรัชญาของฮิตเลอร์: เมื่อความยิ่งใหญ่ของชาติอยู่เหนือคุณค่าของมนุษย์
ฮิตเลอร์ไม่ได้เป็นนักปรัชญาในความหมายเดียวกับนิทเชอ คานท์ หรือไฮเดกเกอร์ แต่เขามีกรอบความคิดทางการเมืองที่ชัดเจน และกรอบความคิดนั้นถูกถ่ายทอดผ่านสุนทรพจน์ งานเขียน และนโยบายของพรรคนาซี
หากต้องการเข้าใจปรัชญาทางการเมืองของฮิตเลอร์ ควรเริ่มจาก Mein Kampf ซึ่งเขาเขียนหลังความพยายามก่อรัฐประหารในมิวนิกที่ล้มเหลวเมื่อปี 1923 และตีพิมพ์เล่มแรกในปี 1925 หนังสือเล่มนี้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับชาตินิยม การต่อต้านยิว การแบ่งลำดับชั้นทางเชื้อชาติ การต่อต้านลัทธิมาร์กซิสต์ และความจำเป็นในการขยายอำนาจของเยอรมนี (อ้างอิง: Adolf Hitler, Mein Kampf; Ian Kershaw, Hitler, 1889–1936: Hubris)
หัวใจสำคัญของอุดมการณ์นี้คือการให้ความสำคัญแก่ชาติและเชื้อชาติตามนิยามของนาซีเหนือสิทธิของปัจเจกบุคคล มนุษย์ไม่ได้ถูกมองเป็นบุคคลที่มีศักดิ์ศรีในตัวเองอย่างเท่าเทียมกัน แต่ถูกประเมินจากการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนทางเชื้อชาติที่รัฐกำหนด
เมื่อหลักการนี้กลายเป็นรากฐานของการปกครอง รัฐจึงสามารถอ้างว่าการจำกัดเสรีภาพ การยึดทรัพย์ หรือแม้แต่การสังหารคนบางกลุ่มเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความอยู่รอดของชาติได้
สิ่งที่ต้องสังเกตคือ ระบอบนาซีไม่ได้อาศัยกำลังทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่สร้างระบบโฆษณาชวนเชื่อ การควบคุมสื่อ การศึกษาที่ปลูกฝังอุดมการณ์ และกลไกตำรวจลับเพื่อกำหนดว่าอะไรคือความจริง ใครคือศัตรู และความคิดแบบใดที่สามารถแสดงออกได้ (อ้างอิง: USHMM, Nazi Propaganda; Richard J. Evans, The Third Reich in Power)
ในแง่นี้ อุดมการณ์ของฮิตเลอร์ไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อเกี่ยวกับการบริหารประเทศ แต่เป็นความพยายามจัดระเบียบชีวิตมนุษย์ทั้งหมด ตั้งแต่การศึกษา ครอบครัว วัฒนธรรม ไปจนถึงการกำหนดว่าใครมีสิทธิเป็นสมาชิกของสังคม
หากระบอบดังกล่าวชนะสงคราม การขยายอำนาจของรัฐอาจดำเนินต่อไปในดินแดนที่ถูกยึดครอง แต่ไม่ควรสรุปว่าผลลัพธ์จะเป็นจักรวรรดิที่มั่นคงตลอดกาล เพราะความขัดแย้งภายใน การต่อต้านของประชาชน ปัญหาการบริหารดินแดนขนาดใหญ่ และการแข่งขันระหว่างผู้นำของระบอบยังคงเป็นปัจจัยที่อาจทำให้จักรวรรดิเกิดความไม่มั่นคงได้
4. ฟรีดริช นิทเชอ: นักปรัชญาผู้ตั้งคำถามต่อศีลธรรม
ฟรีดริช นิทเชอ (Friedrich Nietzsche, 1844–1900) เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมันที่วิพากษ์ศาสนา ศีลธรรม และค่านิยมที่สังคมยุโรปสืบทอดมา งานเขียนของเขามักตั้งคำถามว่า เหตุใดมนุษย์จึงเชื่อว่าสิ่งหนึ่งดีหรือชั่ว ใครเป็นผู้กำหนดมาตรฐานเหล่านั้น และคุณค่าที่เรายึดถือช่วยให้มนุษย์เติบโตหรือกลับทำให้มนุษย์ปฏิเสธศักยภาพของตนเอง
หนังสือสำคัญของเขา ได้แก่ Thus Spoke Zarathustra (1883–1885), Beyond Good and Evil (1886) และ On the Genealogy of Morality (1887) งานเหล่านี้ไม่ได้เสนอระบบการเมืองที่สมบูรณ์แบบในลักษณะเดียวกับรัฐธรรมนูญหรือทฤษฎีการปกครอง แต่เป็นการสำรวจรากฐานทางประวัติศาสตร์ จิตวิทยา และคุณค่าของความเชื่อที่มนุษย์ใช้ดำเนินชีวิต (อ้างอิง: Friedrich Nietzsche, Beyond Good and Evil; On the Genealogy of Morality)
4.1 Übermensch — มนุษย์ผู้ก้าวข้ามตนเอง
หนึ่งในแนวคิดที่มีชื่อเสียงที่สุดของนิทเชอคือ Übermensch ซึ่งปรากฏใน Thus Spoke Zarathustra
คำนี้มักแปลว่า “มนุษย์เหนือมนุษย์” แต่ถ้าเข้าใจเพียงว่าเป็นมนุษย์สายพันธุ์หนึ่งที่มีอำนาจหรือมีสถานะเหนือคนอื่น ก็จะพลาดมิติสำคัญของแนวคิดนี้ไป
ในบทนำของ Thus Spoke Zarathustra นิทเชอเสนอภาพมนุษย์ในฐานะสิ่งที่สามารถก้าวข้ามสภาพเดิมของตนเองได้ แนวคิดนี้สัมพันธ์กับการสร้างคุณค่า การเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าของค่านิยมเก่า และการรับผิดชอบต่อการดำรงชีวิตของตนเอง (อ้างอิง: Nietzsche, Thus Spoke Zarathustra, Prologue, §§3–5)
ลองนึกถึงศิลปินที่ใช้เวลาหลายปีฝึกฝนสายตาและทักษะ จนสามารถสร้างผลงานที่แตกต่างจากสิ่งที่สังคมคุ้นเคยได้ เขาไม่ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดด้วยการบังคับให้คนอื่นยอมรับผลงาน แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงความสามารถและมาตรฐานภายในของตนเอง
ตัวอย่างนี้ช่วยให้เห็นมิติหนึ่งของการก้าวข้ามตนเอง แต่ไม่ใช่ความหมายทั้งหมดของ Übermensch เพราะแนวคิดดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับการสร้างคุณค่าและการตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อรากฐานทางศาสนาและศีลธรรมดั้งเดิมสูญเสียอำนาจลง
การนำคำว่า Übermensch ไปใช้เป็นข้ออ้างว่ามนุษย์เชื้อชาติหนึ่งมีสิทธิปกครองมนุษย์เชื้อชาติอื่นจึงไม่ใช่ข้อสรุปที่ตามมาจากแนวคิดนี้โดยอัตโนมัติ
4.2 Wille zur Macht — เจตจำนงสู่พลังอำนาจ
อีกแนวคิดหนึ่งคือ Wille zur Macht หรือ “เจตจำนงสู่พลังอำนาจ” ซึ่งปรากฏในงานและบันทึกหลายช่วงของนิทเชอ
แนวคิดนี้มีการตีความแตกต่างกันในหมู่นักวิชาการ บางแนวทางเน้นการขยายกำลังและการเอาชนะข้อจำกัด บางแนวทางเน้นการตีความ การจัดระเบียบแรงผลักดัน และการเปลี่ยนแปลงตนเอง จึงไม่ควรลดทอนให้เป็นสูตรง่าย ๆ ว่า มนุษย์ทุกคนต้องการครอบงำผู้อื่น (อ้างอิง: Nietzsche, Beyond Good and Evil, §13 และ §36; Brian Leiter, Nietzsche on Morality)
ความแตกต่างนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบนิทเชอกับฮิตเลอร์
บุคคลที่พยายามเอาชนะความกลัวและพัฒนาตนเองกำลังเผชิญข้อจำกัดภายใน ขณะที่ผู้ปกครองซึ่งใช้กำลังบังคับคนอื่นให้เชื่อฟังใช้อำนาจในความสัมพันธ์ทางการเมือง ทั้งสองกรณีไม่เหมือนกัน และไม่สามารถตัดสินความชอบธรรมของการกระทำได้จากการใช้คำว่า “พลังอำนาจ” เหมือนกันเพียงอย่างเดียว
นิทเชอวิจารณ์ศีลธรรมกระแสหลักอย่างรุนแรงจริง แต่การวิจารณ์ศีลธรรมไม่ได้หมายความว่าการกระทำทุกอย่างที่ผู้มีอำนาจเลือกทำจะชอบธรรม และไม่ได้หมายความว่าผู้มีอำนาจสามารถกำหนดคุณค่าของมนุษย์คนอื่นได้ตามอำเภอใจโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
4.3 นิทเชอต่อต้านศีลธรรม แล้วแปลว่าเขาสนับสนุนความโหดร้ายหรือไม่?
นี่เป็นความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย
นิทเชอไม่ได้ยอมรับกรอบศีลธรรมแบบดั้งเดิมทั้งหมด เขาตั้งคำถามว่าศีลธรรมบางรูปแบบเกิดจากความกลัว ความขุ่นเคือง หรือความต้องการควบคุมชีวิตของผู้อื่นหรือไม่ แต่เขาก็ไม่ได้เสนอว่าการกระทำทุกชนิดมีคุณค่าเท่าเทียมกัน หรือว่าความโหดร้ายเป็นสิ่งที่ควรทำเสมอไป
ใน On the Genealogy of Morality โดยเฉพาะบทความที่หนึ่ง นิทเชอวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง “ศีลธรรมของนาย” และ “ศีลธรรมของทาส” โดยศึกษาว่าคำว่า “ดี” และ “ชั่ว” มีความหมายเปลี่ยนแปลงอย่างไรภายใต้ความสัมพันธ์ทางอำนาจและประวัติศาสตร์ (อ้างอิง: Nietzsche, On the Genealogy of Morality, Essay I)
แนวคิดนี้มีความซับซ้อนและเป็นที่ถกเถียง ไม่ควรตีความว่ามนุษย์ที่แข็งแรงมีคุณค่ามากกว่ามนุษย์ที่อ่อนแอในทุกกรณี หรือว่าการช่วยเหลือผู้ที่กำลังทุกข์เป็นสิ่งผิด
การวิจารณ์ศีลธรรมของนิทเชอเป็นการตั้งคำถามต่อที่มาของคุณค่าและผลที่คุณค่าเหล่านั้นมีต่อชีวิต ไม่ใช่การมอบสิทธิให้บุคคลหรือรัฐใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่นโดยไม่มีขอบเขต
5. ฮิตเลอร์กับนิทเชอ: ความคล้ายคลึงทางภาษา ไม่ใช่ความเหมือนกันทางปรัชญา
การเปรียบเทียบฮิตเลอร์กับนิทเชอจำเป็นต้องแยกอย่างน้อยสามเรื่องออกจากกัน ได้แก่ ความคิดดั้งเดิมของนิทเชอ การตีความผลงานของเขาในภายหลัง และอุดมการณ์ที่นาซีใช้ในการปกครองจริง
ประการแรก นิทเชอมีแนวคิดเรื่องการก้าวข้ามตนเอง การวิจารณ์ค่านิยมเดิม และลำดับชั้นของคุณค่าบางรูปแบบ ซึ่งอาจถูกนำไปเชื่อมโยงกับวาทกรรมเรื่องความแข็งแกร่งและความเหนือกว่าได้
ประการที่สอง นิทเชอวิพากษ์ชาตินิยมเยอรมันบางรูปแบบและมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อกระแสต่อต้านยิวในยุคของเขา งานเขียนของเขาจึงไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์นาซีในทุกด้าน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำข้อเท็จจริงนี้ไปใช้สร้างภาพว่านิทเชอปราศจากแนวคิดเรื่องลำดับชั้นหรือทัศนะที่อาจมีปัญหาในสายตาผู้อ่านยุคปัจจุบัน (อ้างอิง: Nietzsche, Beyond Good and Evil, §§251–256; Steven E. Aschheim, The Nietzsche Legacy in Germany, 1890–1990)
ประการที่สาม การนำปรัชญาของนิทเชอไปใช้โดยกลุ่มการเมืองในเวลาต่อมาไม่จำเป็นต้องสะท้อนเจตนาหรือความหมายของงานต้นฉบับทั้งหมด
เอลิซาเบธ เฟอร์สเตอร์-นิทเชอ น้องสาวของนักปรัชญา มีบทบาทสำคัญในการจัดการต้นฉบับและมรดกทางความคิดหลังจากพี่ชายเสียชีวิตในปี 1900 เธอมีความเชื่อมโยงกับกระแสชาตินิยมและต่อต้านยิวในยุคนั้น การเผยแพร่และจัดเรียงบันทึกของนิทเชอจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ทำให้ชื่อของเขาถูกนำไปใช้ในบริบททางการเมืองที่แตกต่างจากงานเขียนดั้งเดิม (อ้างอิง: Steven E. Aschheim, The Nietzsche Legacy in Germany, 1890–1990; Mazzino Montinari, งานศึกษาประวัติการจัดทำต้นฉบับของนิทเชอ)
กรณีที่มักถูกกล่าวถึงคือ The Will to Power ซึ่งตีพิมพ์หลังนิทเชอเสียชีวิต โดยรวบรวมบันทึกที่ไม่ได้เป็นหนังสือฉบับสมบูรณ์ตามที่เขาจัดพิมพ์ด้วยตนเอง การอ่านหนังสือเล่มนี้เสมือนเป็นระบบปรัชญาที่นิทเชอเรียบเรียงเสร็จสิ้นและรับรองทุกส่วนจึงมีปัญหาทางบรรณาธิการและประวัติศาสตร์ความคิด (อ้างอิง: Nietzsche, The Will to Power; งานวิชาการด้านการจัดทำ Kritische Studienausgabe)
ดังนั้น ข้อสรุปที่รอบคอบไม่ใช่ว่า “นิทเชอเป็นต้นเหตุของนาซี” หรือ “นิทเชอไม่มีส่วนใดที่นาซีนำไปใช้ได้เลย” แต่คือปรัชญาของเขาถูกเลือก ตีความ และนำไปใช้ในบริบททางการเมืองที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อข้อความบางส่วนถูกแยกออกจากบริบทเดิมแล้วนำไปสนับสนุนแนวคิดเรื่องความเหนือกว่าทางเชื้อชาติ
ประวัติศาสตร์ของนิทเชอจึงเป็นตัวอย่างว่า ความคิดหนึ่งสามารถถูกนำไปใช้สร้างความหมายทางการเมืองที่แตกต่างจากความตั้งใจและโครงสร้างของงานต้นฉบับได้
6. หากนาซีชนะสงคราม วิทยาศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมจะเปลี่ยนไปอย่างไร?
ผลกระทบของชัยชนะนาซีไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเมืองหรือการทหาร แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบการผลิตความรู้และวัฒนธรรมด้วย
นาซีดำเนินนโยบายกีดกันนักวิชาการ ศิลปิน และผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากด้วยเหตุผลทางเชื้อชาติและการเมือง นักวิทยาศาสตร์ชาวยิวและนักวิชาการที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูของระบอบสูญเสียตำแหน่งและต้องอพยพออกจากเยอรมนี ส่วนงานศิลปะสมัยใหม่หลายประเภทถูกประณามว่าเป็น “ศิลปะเสื่อมทราม” (Entartete Kunst) และถูกจำกัดการจัดแสดง (อ้างอิง: USHMM, Nazi Control of the Arts; Stephanie Barron, Degenerate Art: The Fate of the Avant-Garde in Nazi Germany)
หากนาซีชนะสงครามและขยายระบบการปกครองไปทั่วทวีปยุโรป ก็มีความเป็นไปได้ที่การควบคุมทางวัฒนธรรมและการกีดกันทางเชื้อชาติจะส่งผลกระทบกว้างขวางขึ้น แต่เราไม่อาจระบุได้อย่างแน่นอนว่านวัตกรรมหรือศิลปะทุกแขนงจะพัฒนาไปในทิศทางใด
สิ่งที่วิเคราะห์ได้จากประวัติศาสตร์จริงคือ ระบบที่กำหนดขอบเขตของความคิดจากอุดมการณ์ทางการเมืองย่อมเสี่ยงต่อการสูญเสียบุคลากร ความหลากหลายทางปัญญา และโอกาสในการตรวจสอบความเชื่อที่รัฐถือว่าเป็นความจริง
ในทางกลับกัน การกล่าวว่าระบอบนาซีจะทำให้วิทยาศาสตร์ทุกสาขาหยุดพัฒนาโดยสิ้นเชิงก็เป็นการกล่าวเกินหลักฐาน เพราะรัฐบาลนาซียังคงสนับสนุนงานวิจัยและเทคโนโลยีบางประเภท โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการทหาร จรวด และอาวุธ
ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า ความก้าวหน้าทางเทคนิคสามารถเกิดขึ้นพร้อมกับการกดขี่ได้ แต่ความสำเร็จทางเทคนิคไม่ได้เป็นหลักฐานว่าระบบการเมืองนั้นเคารพมนุษย์ หรือสร้างสังคมที่ผู้คนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเสรี
7. จักรวรรดิที่ไร้คู่แข่งจะรักษาสันติภาพได้ตลอดไปหรือไม่?
แม้ในสถานการณ์สมมติที่เยอรมนีสามารถเอาชนะคู่แข่งหลักในยุโรปได้ ก็ยังมีปัญหาอีกหลายประการที่อาจทำให้จักรวรรดิไม่มั่นคง
ประการแรก การปกครองดินแดนขนาดใหญ่ที่มีประชากรและวัฒนธรรมแตกต่างกันต้องอาศัยทรัพยากรจำนวนมหาศาล การปราบปรามอย่างต่อเนื่องอาจสร้างภาระทางเศรษฐกิจและการทหาร ขณะที่การต่อต้านในดินแดนยึดครองอาจทำให้รัฐต้องใช้กำลังและทรัพยากรซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ประการที่สอง ระบอบเผด็จการที่รวมอำนาจไว้กับผู้นำและเครือข่ายผู้ใกล้ชิดอาจเผชิญการแข่งขันภายในเมื่อไม่มีหลักเกณฑ์การสืบทอดอำนาจที่ได้รับการยอมรับอย่างมั่นคง ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานและผู้นำสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีศัตรูจากภายนอก
ประการที่สาม การแข่งขันระหว่างประเทศไม่ได้หายไปเพียงเพราะรัฐหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่า รัฐอื่นอาจสะสมกำลังอย่างลับ ๆ สร้างพันธมิตรใหม่ หรือพัฒนาเทคโนโลยีที่เปลี่ยนดุลอำนาจได้
ปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุผลที่ไม่ควรถือว่าชัยชนะของนาซีจะนำไปสู่สันติภาพถาวรโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นการประเมินความเป็นไปได้ ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าจักรวรรดินาซีจะล่มสลายด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่งอย่างแน่นอน
สิ่งที่สำคัญกว่าการคาดเดาว่าจักรวรรดิจะอยู่ได้นานกี่ปี คือการตั้งคำถามว่า แม้จักรวรรดิจะมีเสถียรภาพจริง เสถียรภาพนั้นเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขใด และประชากรที่อยู่ใต้การปกครองมีสิทธิที่จะปฏิเสธระบบดังกล่าวหรือไม่
8. บทสรุป: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีอำนาจ แต่อยู่ที่การกำหนดคุณค่าของมนุษย์
หากนาซีชนะสงครามโลกครั้งที่สอง โลกอาจมีระเบียบทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่แตกต่างจากโลกปัจจุบันอย่างมาก แต่ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าชัยชนะดังกล่าวจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน ในทางกลับกัน นโยบายที่นาซีดำเนินการจริงทำให้มีเหตุผลที่จะคาดว่าการกดขี่ การเลือกปฏิบัติ และความรุนแรงในดินแดนที่ถูกครอบครองจะดำเนินต่อไป หากอุดมการณ์เดิมยังคงเป็นรากฐานของระบอบ
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างฮิตเลอร์กับนิทเชอ จำเป็นต้องพิจารณาผ่านหลักฐานทางประวัติศาสตร์และการอ่านงานต้นฉบับ ไม่ใช่เพียงความคล้ายคลึงของคำว่า “ความแข็งแกร่ง” “ความเหนือกว่า” หรือ “เจตจำนงสู่อำนาจ” เพราะคำเดียวกันสามารถมีความหมายต่างกันเมื่ออยู่ในกรอบความคิดที่แตกต่างกัน
นิทเชอตั้งคำถามต่อที่มาของศีลธรรมและการสร้างคุณค่าของมนุษย์ ขณะที่นาซีใช้แนวคิดเรื่องเชื้อชาติและความเหนือกว่าของชาติเป็นเหตุผลในการจัดลำดับคุณค่าของประชากรและจำกัดสิทธิของผู้คน การนำปรัชญามาใช้ทางการเมืองจึงต้องตรวจสอบทั้งบริบท ความหมาย และผลที่เกิดขึ้นจริง
ท้ายที่สุด คำถามที่สำคัญอาจไม่ใช่ว่าเผด็จการคนหนึ่งสามารถทำให้โลกสงบลงได้หรือไม่ แต่คือเราจะใช้เกณฑ์อะไรตัดสินว่าสังคมหนึ่งสงบสุขแล้ว
หากผู้คนไม่มีสงคราม แต่ไม่มีเสรีภาพในการพูด หากเศรษฐกิจเติบโต แต่ประชาชนบางกลุ่มไม่มีสิทธิในชีวิตของตนเอง หรือหากรัฐสามารถรักษาความสงบได้ด้วยการทำให้คนที่แตกต่างหายไปจากสังคม เราควรพิจารณาความสำเร็จนั้นอย่างไร?
ประวัติศาสตร์ของนาซีเตือนเราว่า การรวมอำนาจไว้ในมือของรัฐไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งของมนุษย์หายไปเสมอไป บางครั้งมันเพียงทำให้ผู้มีอำนาจเป็นผู้กำหนดว่าใครสามารถแสดงความขัดแย้งได้ และใครจะต้องจ่ายราคาสำหรับการไม่เห็นด้วย
สันติภาพที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงการไม่มีผู้ต่อต้าน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการมีสถาบันที่จำกัดอำนาจ การคุ้มครองสิทธิ และความสามารถของมนุษย์ในการอยู่ร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องทำให้ผู้อื่นสูญเสียความเป็นมนุษย์
เอกสารอ้างอิงสำหรับศึกษาเพิ่มเติม
* Hitler, Adolf. Mein Kampf. 1925–1926.
* Nietzsche, Friedrich. Thus Spoke Zarathustra. 1883–1885.
* Nietzsche, Friedrich. Beyond Good and Evil. 1886.
* Nietzsche, Friedrich. On the Genealogy of Morality. 1887.
* Aschheim, Steven E. The Nietzsche Legacy in Germany, 1890–1990. University of California Press, 1992.
* Evans, Richard J. The Coming of the Third Reich. Penguin, 2003.
* Evans, Richard J. The Third Reich in Power. Penguin, 2005.
* Kershaw, Ian. Hitler, 1889–1936: Hubris. W. W. Norton, 1998.
* United States Holocaust Memorial Museum. Holocaust Encyclopedia และบทความเกี่ยวกับ Nazi propaganda, Generalplan Ost และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
* Yad Vashem. เอกสารและงานศึกษาประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ Holocaust และนโยบายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซี
#Siamstr #nostr #philosophy
